คอลัมนิสต์บุญทม วันสูง

แสบสมชื่อ : บุญทม วันสูง


“ผมบอกครูเลยนะ ทั้งประเทศนี้มีคนแก้โน้ตบุ๊กเครื่องนี้ได้แค่ ๕ คน ครูโชคดีแล้วที่ผมเป็นหนึ่งใน ๕ นั้น” เขาบอกผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีอวดโอ่ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างบอกไม่ถูก โล่งใจที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไข งานทั้งหลายทั้งมวลล้วนอยู่ในโน้ตบุ๊ก ทั้งงานราชการที่รับผิดชอบอยู่ รวมทั้งงานเขียนทั้งหลาย นิยาย เรื่องสั้น บทกวี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

งานราชการมีไม่มากนักหรอก ส่วนใหญ่เป็นหนังสืออ่านสำหรับเด็ก อย่างมากก็พิมพ์ใหม่ เพราะต้นฉบับนั้นพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มหมดแล้ว แต่ในส่วนของงานเขียนนี่สิที่ทำให้ผมกังวล ถ้ากู้ข้อมูลออกมาไม่ได้ งานเขียนทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์ และได้รับการปฏิเสธจะหายวับไปทันที

เรื่องบางเรื่องก็เขียนใหม่ไม่ได้ ยังไงก็ไม่เหมือนเดิม


ผมรู้จักเขาผ่านทางเฟซบุ๊ก เขามีชื่อเล่นว่าแสบ ในตอนแรกนั้นเขามีโปรเจคเกี่ยวกับสื่อท้องถิ่น เขาจะทำหนังสือพิมพ์ ผมเสนอตัวเขียนคอลัมน์ให้กับเขา เราคุยกันทางกล่องข้อความ ทีแรกนั้นเขาว่าพอจะรู้อยู่บ้างแล้วว่ามีครูคนหนึ่งเป็นนักเขียน หลานสาวทางแฟนของเขาเป็นลูกศิษย์ของผมเอง เราคุยกันเรื่องนี้ไม่กี่ครั้ง แล้วก็หายเงียบไป เขาบอกผมในตอนนั้นว่า เขายังทำงานอยู่ที่ภาคตะวันออก อีกเดือนถึงจะกลับมาอยู่บ้านแฟนที่บนดอย

เมื่อเขากลับมาอยู่บนดอยนั้น ผมยังดื่มของมึนเมาอยู่ เราร่วมวงกันหลายครั้ง ด้วยความสนิทสนมกับน้องทหารคนหนึ่ง เขาเล่าว่าเขาเป็นนาวิกโยธินที่ลาออกจากราชการ ผมรับรู้ผ่านเรื่องเล่าของเขา แม่ป่วย ลาออกราชการเพื่อมาดูแลแม่ ครอบครัวมีฐานะอยู่บ้าง มีสวนลิ้นจี่นับร้อยไร่

สระที่เลี้ยงปลาไว้นั้นกว้างหลายสิบไร่ เขายังชวนไปตกปลาอยู่บ่อยๆ

ผมว่าเขามีความรู้หลายด้าน แต่งเพลงได้ ทำโปรแกรมอัดเพลง ซ่อมคอมพิวเตอร์ได้ เคยเป็นดีเจ แล้วก็ยังเคยเขียนหนังสือ เป็นนักข่าวอะไรทำนองนี้แหละ

เขาเปิดร้านขายเหล้า บอกกับผมว่าอยากทำตามความฝัน อยากมีร้านเหล้าเล็กๆ เปิดเพลงให้ลูกค้าฟัง มีเครื่องดื่มบริการลูกค้า มีเหล้าปั่นหลายสูตร ดูเหมือนว่าจะเก่งไปเสียทุกเรื่อง


ผมไปรับด้วงมะพร้าวจากเพื่อนคนหนึ่งมาเลี้ยง ลงทุนไปพันกว่าบาท ท่ามกลางเสียงกระแนะกระแหนและบ่นว่าของคนข้างตัว ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างสูง และไม่ค่อยฟังคำทัดทานจากใคร ขอให้ได้ทำ ขอให้ได้ลอง ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเงินมันก็ไม่มาก

คนบนดอยไม่ค่อยกินของแปลก ด้วงมะพร้าวนั้นเป็นสินค้าที่คนพื้นราบชอบกิน มีแต่คนเมืองที่มาซื้อ ลงทุนไปพันกว่าบาท ส่วนใหญ่ผมทอดกินเอง ก็ถือว่าคุ้มค่าในแง่ที่ว่ามีอาหารอร่อย ๆ กิน ขายได้ประมาณหนึ่งพัน ก็ถือว่าขาดทุนไม่มาก ไม่กี่ร้อยบาท เพื่อนที่แนะนำให้ผมเลี้ยงบอกกับผมว่า ข้างล่างขายกิโลกรัมละสามร้อยห้าสิบบาท ผมเอาไปลองให้พี่บูรณ์ที่ทำงาน ธกส.และเปิดร้านขายอาหารที่หน้าเซเว่นขายให้ มันแพงเกินไป แทบจะไม่มีใครซื้อ

ผมลดราคาเหลือสองร้อยบาท

ด้วงมะพร้าวเหลือในกะละมังสุดท้าย ประมาณสองกิโลกรัม ผมคุยเรื่องนี้กับแสบ เขาบอกผมว่า

“ดีเลยครู เดี๋ยวผมจะรังสรรค์เมนูใหม่ไว้ขายในร้าน ด้วงทอดบนยอดดอย”


เขาไม่เคยพูดถึงเงินค่าด้วงมะพร้าวสี่ร้อยบาทที่ติดค้างผม ผมโง่เองที่ไม่เคยทวงเขาเช่นกัน

พี่โดมส่งหนังสือที่ออกใหม่มาให้ผม ตอนนั้นพี่โดมฝากส่งมาในชื่อเขา เขาพูดหลายครั้งว่าจะเอามาให้ แต่ก็เงียบ ตอนนี้แสบไปอยู่ที่ไหน ผมเองก็ไม่รู้เช่นกัน ไม่เห็นเขาอับเดตในเฟซบุ๊กนานแล้ว

ไม่นานมานี้ พี่ชายคนหนึ่งที่อยู่บนดอยมานานแล้ว โพสต์ในเฟซบุ๊กถามเพื่อน ๆ ว่า ตอนนี้แสบอยู่ที่ไหน ให้มาเคลียร์กับพี่เขาด่วน เป็นเรื่องเงิน และงานที่รับจ้างพี่เขา ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องนี้จากปากพี่ชายคนนั้นเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา รับเงินไปแล้ว แต่งานที่รับปากเงียบหายไปกับสายลม

ผ่านไปสองปีแล้ว โน้ตบุ๊กของผมก็ยังซ่อมไม่เสร็จ หายไปพร้อมกับจอคอมพิวเตอร์ที่ผมให้เขายืม เขาอาจจะเป็นหนึ่งใน ๕ คนของประเทศนี้ที่ซ่อมโน้ตบุ๊กของผมได้

แต่สิ่งที่ผมแน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่

๑ ใน ๕ คนของประเทศนี้ที่ซ่อมโน้ตบุ๊กของผมได้ เป็นคนขี้โกงอย่างแน่นอน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *